สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ขนหัวลุก….

เมื่อย้อนวัยไปในตอนเด็กตอนนั้นเราอยู่ม.2 ทุกปีเราจะมีการเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี ปีนั้นก็เป็นปีที่เราตื่นเต้นเหมือนทุกปีเพราะเราจะได้ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ตอนนั้นเราต้องไปเข้าค่ายกันที่จังหวัดสระบุรี เช้าวันที่เดินทางเราก็เดินทางกันอย่างสนุกสนานทุกคนดูตื่นเต้นกับการเข้าค่ายครั้งนี้มากเพราะเดินทางค่อนข้างไกล เพื่อนๆก็เต้นกันไปตามจังหวะเพลง เมื่อพอใกล้ถึงที่ค่าย ทางเข้าค่านข้างทางจะมีแต่ป่าเต็มไปหมดถึงเวลาจะเช้าแดดจะจ้าแค่ไหนทางข้างนั้นก็คงยังดูวังเวง

พอรถบัสเลี้ยวเข้าค่ายทุกคนต่างก็มองหน้ากันแล้วรถก็ผ่านป้ายยินดีต้อนรับสู่ค่าย…. และเป็นรูปปั้นเก่าๆที่มีพวงมาลัยแขวนอยู่ที่หุ่น พอรถบัสจอดสนิทครูก็สั่งให้ทุกคนนำของตัวเองแล้วมารวมกันที่ลานกว้าง เราทำงานจับกลุ่ม แยกหมู่เพื่อนอนด้วยกัน เสร็จจับกลุ่มกันได้แล้วครูก็ปล่อยให้พวกเราเอาของไปเก็บที่โฮมสเตย์ โฮมสเตย์แต่ละหลังอยู่ใกล้กันไม่ได้ไกลกันมากและเรานั้นได้อยู่หลังที่ 20 ซึ่งพอเราเข้าไปเราก็หาที่นอนจัดแจงที่นอนกัน ภายในโฮมสเตย์เป็นไม้หลังสีเขียวเก่าๆ มีขื่อไม้อยู่ด้านบน พอเรามองไปรอบๆก็รู้สึกแปลกๆนะ พอมองๆไปรอบๆอีกเราเจอกระถ่างธูปวางอยู่ แต่ในใจเราพยายามที่จะไม่คิดอะไรคิดว่าคงเป็นปกติที่เค้าจะไหว้ขอสถานที่นอนกัน

พอเราจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จเรียบร้อย ครูก็เรียกพวกเรารวมกันที่โดมเพื่อจะไปทำกิจกรรมกัน แต่ระหว่างนั้นก็มีเพื่อนหนึ่งคนที่จะต้องไปเป็นตัวแทนไหว้สถานที่ ซึ่งปกติแล้วเวลาไปเข้าค่านที่อื่นเค้าจะให้เราไหว้พร้อมกันทุกคนแต่ครั้งนี้ต่างจากที่อื่นคือเค้าให้แค่ตัวแทนไปไหว้แค่คนเดียวเท่านั้น คนอื่นก็พากันไปทำกิจกรรมอื่นๆ พอตกเย็นเราก็รวมกันกินข้าว โดมที่กินข้าวอยู่ห่างออกไปด้านข้างรอบๆจะเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่ ลมพัดค่อนข้างแรง เราก็กินข้าวกันปกติ พอตกเย็นๆครูก็สั่งให้เราแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเพื่อทำกิจกรรมรอบกองไฟ พอเราทำกิจกรรมรอบดึกเสร็จครูก็ปล่อยให้พวกเราแยกย้ายกันเข้านอน ก่อนเข้านอนทุกคนเริ่มมีอาการแปลกๆเพราะมีเพื่อนคนหนึ่งที่เค้าไม่ค่อยปกติเหมือนคนทั่วไป เพื่อนคนนั้นนอนอยู่โฮมสเตย์ข้างเราเอง พอทุกคนต่างจะแยกย้ายกันเข้านอนเพื่อนคนนี้อยู่ๆก็หัวเราะขึ้นมาทุกคนต่างก็ตกใจ

ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะตัวเราเองเป็นขี้กลัวมากๆและขวัญอ่อนมาก ตัวเราเองก็มีเซ้นส์พอที่จะรู้สึกได้บ้าง แต่เราพยายามทำให้เราจิตไม่ตก ทีนี้พอเพื่อนคนนั้นขำแล้วก็หัวเราะเพื่อนที่อยู่โฮมสเตย์นั้นก็ถามเพื่อนคนนั้นว่า หวายมึงเป็นไร หวายก็หัวเราะและดังขึ้นเรื่อยๆ และก็คุยกับใครก็ไม่รู้เหมือนคุยคนเดียว พูดเป็นตุเป็นตะเพื่อนคนอื่นก็ต่างกลัวกัน อยู่ดีๆหวายก็กรี๊ดขึ้นมาแล้วก็ร้องไห้ เพื่อนคนอื่นก็ตกใจและวิ่งออกจากโฮมสเตย์นั้นไปรวมกันที่โดม คุณครูคนอื่นๆก็ตกใจแตกตื่นกันหมดอยู่ดีๆมีครูผู้ชายคนนึงเดินเข้ามา แล้วก็ให้เราสวดมนต์ตามกันทุกคน ตอนนั้นทุกคนดูแตกตื่นกันมากและกลัวมาก พอครูคนนั้นเดินเข้ามาให้เราสวดมนต์ตาม ตัวเราเองก็สวดตามกันพอสวดเสร้จปุ๊ปเราก็เป้นลมล้มลงไปเลย ตอนนั้นเราหน้าซีดมาก สติไม่อยู่กับตัว ใครพูดอะไรเราก็ไม่รับรู้ทั้งนั้น เพื่อนๆก็ต่างพากันร้องไห้ตามกัน

ครูเลยบอกให้ทุกคนไปนอนรวมกันที่โดมและสวดมนต์ก่อนนอนกันแต่เพื่อนบางคนก็ช็อคหมดสติตามๆกันไปหลายคนและพูดเพ้อเจ้อ ตัวเราเองก็เช่นกันตอนนั้นครุอุ้มเราออกไปอยู่กลางโดมกับเพื่อนแต่เราช้อคตาค้างและร้องไห้ตลอดเวลาซึ่งเรามองตรงไปตาเราค้างไปตรงป่าไม้สูงตรงนั้นเราเห็นเหมือนคนเรียกเราให้ไป รูปร่างสูงยาวกวักมือเรียกเราเพื่อนและครูต่างก็พากันเรียกเราเพื่อให้สติเราอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะเราตอนนั้นจิตเราจะไปตามกับผีตนนั้นที่เรียกเรา ทุกคนแตกตื่นและหวาดกลัวกันมากเราก้ยังไม่ได้สติ คุรครูก็เลยพาเราเข้าไปที่พักของครู และมีครู 4 คนเดินตามกันเข้ามา ลืมบอกว่าโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนคริสต์ คุณครูส่วนมากจะเป็นศาสนาคริสต์ แต่เราศาสนาพุทธ ครูคงทำอะไรกันไม่ถูกเลยพาเราเข้ามาเพื่อสวดแบบคริสต์ ครูล้อมเรา4ทิศและสวดบทสวดของคริสต์กัน จนเราหลับไป พอเช้าวันรุ่งขึ้นครูก้ให้พวกเราไปไหว้ศาลพร้อมกันและก้เดินทางกลับกันเลยในวันต่อมา