ปัญหาคาใจ เป็นเรื่องมาจาก สามก๊ก เรื่องมีอยู่ว่า ตันก๋ง อดีตเจ้าเมืองแห่งหนึ่งที่ยอมช่วยเหลือโจโฉ ให้รอดพ้นจาการจับกุมของทรราชย์โต๊ะกังฉิน มีความคับข้องใจเป็นอย่างมาก ใคร่อยากจะทราบคำตอบจากคำกล่าวของโจโฉ ที่ยอมฆ่าคนทั้งที่พวกเขาไม่มีความผิด ว่าทำไมถึงเป็นคนอย่างนั้น เขาจึงนัดพบกับโจโฉที่ร้านโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง เพื่อพบปะสังสรรค์ดวดสุรา และพูดจากถกเถียงกันเมื่อครั้งกาลก่อน ท่ามกลางเสียงเพลงในโรงน้ำชา การกระทบของแก้วเหล้าของผู้ก่อการทั้งสองและบรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายในร้านนั้น เราได้ยินเสียงสนทนาขอองบุคคลทั้งสองดังต่อไปนี้ ตันก๋ง “ ข้ามีความคับข้องใจกับการกระทำของท่านมานานแล้วว่า

เหตุใดท่านจึงยอมกระทำผิดต่อคนทั้งแผ่นดิน แต่มิยอมให้คนทั้งแผ่นเนกระทำความผิดแก่ท่านอย่างเด็ดขาด “ โจโฉยกเหล้าที่ผสมบางๆ แล้วกระดกรวดเดียวหมอดจอกกระแทกจอกเหล้าลงกับโต๊ะกล่าวว่า นี่คือ หลักการปกครองของอั้ว อั้ว ต้องการมีอำนาจออย่างเด็ดขาดในการ บริหารผู้คนทั้งหลาย อั้วต้องการชิงลงมือรุกเสียก่อน ไม่ใช้ให้คนอื่นหรือคนทั้งหลายมากระทำการรุกอั้ว อั้วต้องชิงลงมือเสียก่อนก่ออนจึงจะได้เปรียบ อั้วจึงตั้งคำสั่งสอนนี้ไว้ประจำใจของตัวเอง โจโฉนั้น เป็นคนที่เก่งในหลายด้าน มีไหวพริบที่เร็ว  ฉลาดพลิกแพลงสถานการณ์ได้ดี โจโฉนั้นฉลาดแกมเจ้าเล่ห์ แต่เป็นคนที่ไม่เคยไว้ว่างใจผู้ใด  การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จะเป็นการตัดสินใจโดยใช้อำนาจ เพราะไม่เคยไว้วางใจใครเลย อีกหนึ่งเรื่องที่  โจโฉเป็น โจโฉยอมที่จะทรยศคนทั้งโลก  แต่จะไม่ยอมให้ใครทรยศเข้าเด็ดขาดนี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจโฉ เป็นคนที่ไม่ไว้ใจใครเลย ตันก๋ง อย่างนั้น ท่านยอมขัดแย้งกับหลังการของขงจื้อ หรือ แม่งจื้อล่ะสิ ? ” โจโฉ ขงจื้อ เม่งจื้อ นับเป็นตัวอะไร ?

นอกจากนักสอนศาสนาที่อ่อนแอปวกเปียก ท่องคัมภีร์บทกวีนึกฝันไปวันๆ คนอย่าพวกนี้ได้กระทำแต่ความนึกคิดผันเท่านั้น ไม่สามารถปกครองหรือบริหารบ้านเมืองได้แต่อย่างใดก็หาไม่

ตันก๋ง ท่านมิกลัวคนทั้งแผ่นดินจะประณามเหยียดหยามชิงชังท่านล่ะหรือ ? “  โจโฉหันมองนางรำที่กำลังร้องรำทำเพลงในร้านโรงน้ำชา พลางกล่าว เมื่ออำนาจการปกครองทั้งหลายอยู่ในมืออั๊วได้ พวกเขาสมควรเทดทูนบูชายกย่องต่างหาก จึงสมควรตันก๋ง ไม่กล่าวกระไรอีกต่อไปแล้ว เขารู้ดีว่า พูดอย่างไรย่อมสู้โจโฉไม่ได้อย่างแน่นอน เขาจึงนั่งดื่มอย่างเงียบๆและย้อนรำลึกเรื่องราวกับข้อยืนกลอุบายของโจโฉ มนคติประจำใจของเขาดังต่อไปนี้ คราวหนึ่งที่โจโฉ ยกทัพไปตีข้าศึก และเกิดขาดแคลนเสบียงออาหาร โจโฉจึงเรียกผู้คุมเสบีบยงเข้ามาพบ และบอกให้ลดจำนวนอาหารที่ตักให้ทหาร เหลือครึ่งหนึ่งเพื่อประหยัดเสบียงให้มีกินต่อไปนานๆ

แต่ผู้คุมเสบียงกลับคิดว่าจะทำให้ทหารก่อนการจลาจลได้ ทว่า โจโฉยืนยันว่าตัวเองจะจัดการปัญหาที่ตามมาเอง ขอให้กระทำอย่างที่บอกแล้วกัน พอมีการลดอาหารที่แจกจ่ายให้ทหารครึ่งหนึ่ง ก็เกิดเหตุการณ์จราจลไม่พอใจอย่างผู้คุมเสบียงคาดไว้ ผู้คุมเสบียงจึงเข้ามารายงานโจโฉ โจโฉครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยกับกับผู้คุมเสบียงว่า

ข้าพเจ้าขอให้ท่านเสียสละคิดถึงการณ์ข้างหน้าเถิด ข้าพเจ้าจะมิลืมบุญคุณท่านเลย ผู้คุมเสบียงทำสีหน้างุนงงคาใจ ก่อนจะได้ยินคำเฉลยจากโจโฉ ข้าพเจ้าขอยืมศรีษะท่านเถิด นี่คือ กโลบายทำความผิดของโจโฉต่อคนทั้งแผ่นดิน เมื่อตัดหัวผู้คุมเสบียงแล้ว ก็กล่าวประกาศออกไปว่า ผู้คุมเสบียงยักยอกอาหารเป็นการทำความผิดร้ายแรงต่อกองทัพ ทำให้ทหารทั้งหลายจต่างยำเกรงในอำนาจของโจโฉอันเด็ดขาด ที่ไม่ยอมไว้หน้าคนทำความผิด และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ ทหารทั้งหลายจึงยอมเชื่อถือโจโฉติดสอยห้อยตามไปทุกที่ ยอมเสีสละเชื่อฟังทุกตัวคน สมดังคติประจำใจของโจฉว่า อั๊วไม่ยอมกระทำความผิดแก่คนทั้งแผ่นดิน แต่มิยออมให้คนทั้งแผ่นดินกระทำความผิดแก่อั๊วย่างเด็ดขาด